

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์
สาขาวิชาจิตวิทยา
'หนังหว่อง' และจิตวิทยาแห่งความเหงา
22/10/2564

‘หว่องกาไว’ (Wong Kar-Wai) ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านงานภาพและบรรยากาศความเหงาในหนังของเขา ที่เหมือนมีมนต์เสน่ห์บางอย่างให้เราหลงใหลได้โดยง่าย ชวนให้เรา ‘กระทำการหว่อง’ ตามโดยพลัน บทความนี้จะพาคุณสำรวจโลกเหงาๆ แบบหว่องๆ ในค่ำคืนอันเหน็บหนาวและแสงไฟนีออนที่ไม่เคยให้ความอบอุ่นแก่หัวใจ ผ่านมุมมองทางจิตวิทยาที่ว่าด้วยเรื่องความเหงา
หนังของหว่องกาไวนอกจากจะมีงานภาพที่เปรียบเสมือนงานศิลป์และบทพูดที่เหมือนหลุดมาจากบทกวีบนหน้าหนังสือแล้ว ก็มักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น ชวนให้ปวดใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของสองนายตำรวจที่ถูกแฟนบอกเลิกกับวิธีเยียวยาหัวใจที่ไม่มีใครเหมือน ใน Chungking Express (1994) หรือเรื่องความรักของหญิงชายข้างห้องที่ทั้งคู่ต่างสงสัยว่าคู่ชีวิตของพวกเขาที่ไม่ค่อยมีเวลาให้นั้นอาจกำลังนอกใจพวกเขาอยู่ ใน In the Mood for Love (2001) หรือคู่รักชายหนุ่มที่เดินทางมายังอาร์เจนตินาและความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งเกลียด ชวนให้รู้สึกอุ่นใจและเสียน้ำตาในคราวเดียวกันใน Happy Together (1997) และคู่หูนักฆ่าที่ทำงานร่วมกันมากว่าสามปีโดยแทบไม่ได้เจอหน้ากันและคติที่ว่า “เพื่อนร่วมงานที่ดีไม่ควรรักกัน” ใน Fallen Angels (1995)
นอกจากภาพ บท และเรื่องราวแล้ว หนังของหว่องกาไวยังเลือกสรรดนตรีมาช่วยเสริมการขับเคลื่อนความรู้สึกของเรื่องราว และใช้เทคนิคการถ่ายภาพที่สื่อความหมายในตัวของมันเองอย่างเทคนิคภาพช้า หรือ Slow motion ที่ทำให้ตัวละครเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ในขณะที่โลกแวดล้อมนั้นเคลื่อนผ่านไปอย่างไม่รีรอ เหมือนคนที่กำลังหยุดรอคอยหรือจดจ่อกับเพียงสิ่งสำคัญบางอย่างในใจ หรือเทคนิคเฉพาะตัวอย่าง Step printing ที่ทำให้เห็นภาพเป็นเส้นเหวี่ยงไปมาอย่างรวดเร็วซึ่งช่วยสะท้อนความสับสนวุ่นวายของเมืองใหญ่ที่ผู้คนต่างเดินชนไหล่เต็มไปด้วยความเร่งรีบแบบไม่มีหยุดพักได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ หนังของหว่องกาไวยังเลือกใช้อัตราส่วนของภาพมานำเสนออีกด้วย อย่างอัตราส่วนภาพที่บีบแคบเป็น 1.66 : 1 ใน In the Mood for Love ซึ่งแสดงถึงความอึดอัดจากการเก็บซ่อนความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจของตัวละคร และการเลือกถ่ายภาพเลนส์กว้าง (Wide) ใน Fallen Angels เพื่อล้อกับความสัมพันธ์ของตัวละคร โดยให้ความรู้สึกว่าแม้ตัวละครจะอยู่ใกล้กับกล้องเพียงไหน แต่เราก็ยังรู้สึกห่างไกลจากพวกเขาอยู่ดี ทั้งหมดนี้ได้ก่อร่างเป็นโลกแห่งความเหงาที่มีทั้งความเจ็บปวดและความสวยงามในเวลาเดียวกัน
อย่างที่หลายๆ คนโดยเฉพาะแฟนหนังหว่องจะรู้ดีถึงความเหงาที่โดดเด่นในผลงาน เราจึงอยากเล่าเรื่องความเหงาในมุมมองทางจิตวิทยาดูบ้าง โดยความเหงา (Loneliness) คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเนื่องจากความสัมพันธ์ที่มีหรือที่ต้องการให้มีนั้นไม่สามารถเป็นได้อย่างที่หวัง (Yanguas et al., 2018) ซึ่งความเหงานี้ไม่ได้เกิดจากจากการอยู่คนเดียว (Alone) เสมอไป บางคนอาจมีความสุขมากกับการอยู่คนเดียว แต่กับบางคน แม้จะรายล้อมด้วยผู้คนมากมาย ก็ยังคงโหยหาในความสัมพันธ์ที่คาดหวังจึงทำให้รู้สึกเหงาได้อยู่ดี (Leary et al., 2003; Miller, 2015) โดยความเหงานั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ความโดดเดี่ยวทางสังคม (Social Isolation) ที่มองว่าความเหงาเป็นเรื่องเชิงปริมาณที่เกิดจากการขาดเครือข่ายทางสังคม การมีเพื่อนหรือคนรู้จักจำนวนน้อย และความโดดเดี่ยวทางอารมณ์ (Emotional Isolation) ที่มองความเหงาในเชิงคุณภาพที่เกิดจากการขาดความรัก ขาดที่พึ่งพาทางอารมณ์ หรือความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ (Liu & Rook, 2013 ;Weiss, 1973) นั่นเอง
หากพิจารณาถึงเหตุผลของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเรา ความเจ็บปวดทางกายอาจมีไว้เพื่อป้องกันเราจากสิ่งอันตรายโดยทำให้เราพยายามหลีกหนีออกห่างจากสิ่งที่จะสร้างความเสียหายทางร่างกาย ส่วนความเจ็บปวดทางใจที่เกิดขึ้นจากความเหงานี้อาจมีไว้เพื่อปกป้องเราจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการอยู่ตัวคนเดียว เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่าสังคมมีความสำคัญต่อมนุษย์ (Yanguas et al., 2018) อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความเหงาก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับทุกคนสักเท่าไหร่ และแต่ละคนก็อาจจะมีวิธีรับมือกับความเหงาที่แตกต่างกันไป ซึ่งสามารถเห็นได้จากวิธีการของเหล่าตัวละครในหนังของหว่องกาไว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ใครสักคนเป็นตัวแทนของคนที่อยู่ในใจ การใช้ความสัมพันธ์ชั่วคราวเพื่อให้ผ่านข้ามคืนวัน การเฝ้ารอคนรักกลับมาด้วยการกินสับปะรดกระป๋องจนกว่าจะไม่มีกระป๋องที่หมดอายุในวันที่ 1 พฤษภาคม การพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกับสิ่งของเครื่องใช้ในห้อง หรือแม้กระทั่งการกลับมายังสถานที่เดิม ที่ที่เคยมีความทรงจำที่ดีแต่ในวันนี้ความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว
จะเห็นได้ว่าในหนังของหว่องกาไว ตัวละครมีวิธีรับมือกับความเหงาที่ออกจะแปลกและอาจไม่ค่อยได้ผลดีสักเท่าไหร่ แต่ในชีวิตจริง วิธีการรับมือกับความเหงาที่มีประสิทธิภาพล้วนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเฉพาะบุคคล เนื่องจากคนแต่ละคนก็มีประสบการณ์กับความเหงาที่แตกต่างกันไป ซึ่ง Rokach (2018) ได้ศึกษาทบทวนวิธีการรับมือกับความเหงาอย่างมีประสิทธิภาพและจัดเป็นกลุ่มดังนี้
การหากิจกรรมทำเพิ่มเติม (Increased Activity) บางครั้งความเหงาอาจทำให้เราไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร จมอยู่กับความเจ็บช้ำ ความสิ้นหวัง หรือความเศร้า แต่การที่เราสามารถผลักดันตนเองให้กลับไปดำเนินชีวิตได้อีกครั้งพร้อมกับการหากิจกรรมบันเทิงใจทำในเวลาว่างทั้งที่เป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวหรือทำเป็นกลุ่มจะเป็นตัวช่วยดึงเราจากบ่อแห่งความรู้สึกแย่ และอาจเป็นโอกาสใหม่ให้เราได้เชื่อมต่อกับผู้คนอีกด้วย
เครือข่ายทางสังคมที่คอยเกื้อกูล (Social Support Network) มีแนวโน้มทำให้เรามีความเอื้อเฟื้อ มองโลกในแง่บวก และมีความสามารถในการฟื้นตัวจากปัญหามากขึ้น (Cacioppo & Patrick, 2008) แม้สังคมนี้อาจไม่ได้มอบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ลึกซึ้ง หรือยืนยาว แต่การได้มีเพื่อนที่ดีนอกจากช่วยตอบสนองความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคม ยังทำให้เราได้คำแนะนำหรือแนวทางที่ดีในการรับมือกับสิ่งต่างๆ อีกด้วย (Olds & Schwartz, 2009)
การเข้าใจและพัฒนาตนเอง (Self-Development and Understanding) การที่เราเข้าใจสถานการณ์และปัญหาของเราช่วยทำให้เรารับมือกับความเหงาได้ดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีในการทำความเข้าใจตนเองให้มากขึ้นคือการเข้ารับการปรึกษากับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถระบายเรื่องราวต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบความสัมพันธ์ใดๆ และได้มีความสัมพันธ์ที่เราเป็นคนสำคัญเพราะมีคนรับฟังโดยปราศจากการตัดสิน
การยอมรับและสะท้อนความคิด (Acceptance and Reflection) การตระหนักและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เผชิญกับทุกความรู้สึกที่อาจมาพร้อมกับความเหงา ทั้งความกลัว ความโกรธ ความเจ็บปวด หรือ ความผิดหวัง ทำให้เราได้เริ่มรับมือกับเหตุของความเจ็บปวดที่แท้จริงภายในตัวเรา และการยอมรับถึงการมีอยู่ความรู้สึกเหล่านี้ยังทำให้เราไม่ต้องกังวลรีบร้อนที่จะกำจัดมัน ให้เวลาตนเองอย่างเต็มที่ในการตระหนักถึงศักยภาพของตนในการรับมือกับความเจ็บปวดเหล่านี้ (Gaev, 1976; Moustakas, 1972)
การถอยห่างและการปฏิเสธ (Distancing and Denial) แม้การยอมรับและเผชิญหน้ากับความเหงาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การถอยห่าง ไม่ยุ่งเกี่ยว ปฏิเสธ หรือเบี่ยงเบนความสนใจตนเองออกจากความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นจากความเหงา ก็อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับช่วงแรกๆ เริ่มที่แผลใจยังสดใหม่ เพราะเหมือนเราได้ห่อหุ้มป้องกันแผล ได้มีเวลาคิดประมวลผล และทำความเข้าใจเรื่องราวโดยไม่ไปสัมผัสแผลที่ยังไม่หายดี
ศาสนาและความศรัทธา (Religion and Faith) ศาสนาเป็นหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่มนุษย์มาช้านานและพบได้เกือบทุกวัฒนธรรมทั่วโลก (Azar, 2010) นอกจากศาสนาจะช่วยตอบสนองความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมแล้ว ยังพบว่าผู้นำศาสนาที่กำหนดแนวทางชีวิตอย่างจริงจังนั้นช่วยให้สามารถหาความหมายให้กับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนได้ดี รวมถึงความเหงาด้วยเช่นกัน อีกทั้งมีแนวโน้มช่วยให้แก้ปัญหาในเชิงบวกมากขึ้นอีกด้วย (Pargament, 2007)
ในโลกภาพยนตร์ของหว่องกาไว แม้จะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าปวดใจแต่ก็ยังมีความงดงาม เหมือนกับแสงสีที่แม้ไม่ให้ความอบอุ่นหัวใจแต่มันช่างเพลินตา เฉกเช่นเดียวกับโลกแห่งนี้ที่ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สวยงาม และยังมีอุโมงค์แห่งความหวังที่ยังเปิดไว้อยู่เสมอ จริงอยู่ที่ความเหงาจะสร้างความเจ็บปวดให้เรา แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้สำรวจความต้องการ ความหมาย และสิ่งสำคัญเบื้องหลังความเจ็บปวดนี้ หากเปรียบความเหงาเป็นสับปะรดกระป๋องใน Chungking Express วันหมดอายุที่ระบุไว้ด้านข้างอาจไม่สำคัญเท่าสารอาหารและคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากกระป๋องแห่งความเหงาที่อยู่ในมือของเรา
อ้างอิง
Azar, B. (2010). A reason to believe. Monitor on Psychology, 41, 52-56.
Cacioppo, J. T. & Patrick, W. (2008). Loneliness: Human nature and the need for social connection. W.W. Norton.
Gaev, D. M. (1976). The Psychology of loneliness. Adams.
Leary, M. R., Herbst, K. C., & McCrary, F. (2003). Finding pleasure in solitary activities: Desire for aloneness or disinterest in social contact? Personality and Individual Differences, 35, 59–68.
Liu, B. S., & Rook, K. S. (2013). Emotional and social loneliness in later life: Associations with positive versus negative social exchanges. Journal of Social and Personal Relationships, 30, 813–832.
Miller, R.S. (2015). Intimate relationship (7th ed.). McGraw-Hill.
Moustakas, C. E. (1972). Loneliness and love. Prentice-Hall.
Olds, J., & Schwartz, R. S. (2009). The lonely American: Drifting apart in the twenty-first century. Beacon Press.
Pargament, K. J. (2007). Spirituality integrated therapy: Understanding and addressing the sacred. Guilford Press.
Rokach, A. (2018). Effective coping with loneliness: A review. Open Journal of Depression, 7, 61-65.
Weiss, R. S. (1973). Loneliness. MIT Press.
Yanguas, J., Pinazo-Henandis, S., & Tarazona-Santabalbina, F. J. (2018). The complexity of loneliness. Acta Bio Medica: Atenei Parmensis, 89(2), 302
ผู้เขียน

จตุพร อมาตยกุล
นักศึกษาสาขาวิชาจิตวิทยา
บุคคลผู้ชื่นชอบในเสียงดนตรี จิตวิทยา ภาพยนตร์ และแสงนีออน