

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์
สาขาวิชาจิตวิทยา
แค่ป่วยทางใจ ทำไมต้องกลายเป็นตราบาป
25/11/2564

เครื่องหมายการค้า (Trademark) เป็นสิ่งน่าทึ่ง เพียงแค่เราเห็นสัญลักษณ์ ตัวอักษร หรือรูปทรงใดติดอยู่บนสินค้าหนึ่งก็รู้ได้ทันทีเลยว่าสินค้านั้นยี่ห้ออะไร ทั้งยังรู้อีกว่าเครื่องหมายสินค้านี้ต่างจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่นอย่างไร ตราบาป (Stigma) ก็เช่นกัน เพราะตราบาปเป็นเครื่องหมายที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำและยากจะลืมเลือนหรือลบออก โดยบุคคลใดที่ถูกประทับตราด้วยเครื่องหมายการค้าที่เรียกว่า “ตราบาป” แล้วนั้น ก็ยากจะทำให้มันหายไป มิหนำซ้ำยังทำให้บุคคลนั้นดู “แปลก” “แตกต่าง” “เบี่ยงเบน” ไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคมอีกด้วย
ผู้ป่วยทางจิตก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มักถูกประทับด้วย “ตราบาป” อันเนื่องมาจากพฤติกรรมหรืออาการของพวกเขานั้นแตกต่างไปจากคำว่า “ปกติ” ตามมายาคติของสังคม และสิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางสังคมย่อมนำไปสู่ความแปลกแยก ดังนั้นตราบาปจึงเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงคุณลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ในสังคม (López-Ibor, 2002) ยิ่งไปกว่านั้นตราบาปไม่ได้เพียงแต่ถูกประทับบนตัวผู้ป่วยทางจิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความป่วยทางจิต เช่น โรงพยาบาล การตรวจวินิจฉัย แพทย์ พยาบาล ยา การให้คำปรึกษา และโปรแกรมสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Davidson, 2002)
ตราบาปนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากความไม่รู้และความกลัว อีกทั้งการผลิตซ้ำของสื่อต่างๆ ก็นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตอย่างไม่ถูกต้องหรือเกินจริงจึงมีส่วนทำให้เกิดตราบาปต่อผู้ป่วยทางจิตและเกิดการเลือกปฏิบัติได้ (Borenstein, 2020) อย่างในช่วงปีพ.ศ. 2551-2560 พบว่าตัวละครที่เข้าข่ายภาวะจิตเภทมักถูกนำเสนอภาพยนตร์ไทยแนวระทึกขวัญหรือสยองขวัญ และแสดงบทบาทเป็นผู้กระทำความรุนแรงแทบทั้งสิ้น (บุณยาพร กิตติสุนทโรภาศ และ นิธิดา แสงสิงแก้ว, 2562) กล่าวคือสื่อกระแสหลักได้นำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโรคทางจิตเวชอีกทั้งการรับสื่อกระแสหลักที่อาจเป็นข้อมูลซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโรคทางจิตเวชจึงทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยทางใจและนำไปสู่การเกิดตราบาปผ่านการเหมารวม (Stereotype) และอคติ (Prejudice) ในด้านลบ และทำให้เกิดการกีดกันหรือการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) ในท้ายที่สุด (Borenstein, 2020)
โดยการเหมารวมและอคติเชิงลบต่อผู้ป่วยทางจิตมักจะเป็น “ความคิดและความรู้สึก” ที่มักมองว่าผู้ป่วยทางจิตเป็นบุคคลอันตราย ไร้ความสามารถ คาดเดาไม่ได้ และคอยครหากับความเจ็บป่วยของพวกเขา (ฺBorenstein, 2020) อย่างเช่น ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นคนอ่อนแอ เป็นคนไม่รู้จักปล่อยวาง หรือคิดว่าการเก็บตัว หรือร้องไห้ของผู้ป่วยเป็นเครื่องมือที่ใช้เรียกร้องความสนใจจากคนอื่นมากกว่าจะเป็นหนึ่งในอาการของโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ และเมื่อความคิดและความรู้สึกแง่ลบเกิดขึ้นย่อมนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรม นั่นคือ การกีดกัน หรือ การเลือกปฏิบัติ ที่มักแบ่งแยก ไม่ยอมรับ รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงและถอยห่างจากผู้ป่วยทางจิต (เบญจพร ปัญญายง และ ชูศรี เกิดพงษ์บุญโชติ, 2558) อย่างเช่นการพูดว่า “หยุดทำตัวแบบนี้ได้แล้ว” เพื่อให้หยุดแสดงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น การใช้คำพูดที่แสดงถึงความรังเกียจ การหัวเราะหรือล้อเลียนพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย การเมินเฉย ตลอดจนการปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ซึ่งการตอบสนองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ “ตราบาปทางสังคม”
ในทางกลับกัน ผู้เจ็บป่วยทางจิตสามารถรับรู้และตระหนักถึงปฏิกิริยาของสังคมรวมถึงความรู้สึกเชิงลบและประสบการณ์ของการถูกตีตราได้ จึงนำไปสู่การยอมรับตราบาปและการเหมารวมทางลบเหล่านี้เข้าสู่ตนเองและเชื่อว่าความเจ็บป่วยทางใจนั้นทำให้คุณค่าของตนเองลดลง ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า “ตราบาปภายในใจ” (เบญจพร ปัญญายง และ ชูศรี เกิดพงษ์บุญโชติ, 2558)
เห็นได้ชัดเลยว่า การดำรงอยู่ของตราบาปก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อผู้ที่เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต ทั้งยังทำให้ผู้ป่วยทางจิตกลายเป็นผู้มีมลทิน เป็นทุกข์ ถูกลดทอนคุณค่าและเป้าหมายในชีวิต (เบญจพร ปัญญายง และ ชูศรี เกิดพงษ์บุญโชติ, 2558) โดยบุคคลจะมองว่าความเจ็บป่วยทางใจนำพาความเสื่อมเสียมาสู่ตนเองและครอบครัว เกิดความรู้สึกด้านลบต่อตนเอง มีความรู้สึกผิดและแปลกแยกที่ตนมีภาวะความเจ็บป่วยทางจิตและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ กลัวคนอื่นไม่ยอมรับหรือรังเกียจ และรู้สึกอึดอัดเมื่อถูกถามถึงความเจ็บป่วย (อมรรัตน์ ศรีภา, 2562) ดังนั้นผู้ป่วยและครอบครัวจึงเลือกที่จะปิดบังอาการและไม่เข้ารับการรักษาจึงทำให้อาการรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็ต้องเข้ารับการรักษาแต่ใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ตราบาปยังส่งผลกระทบต่อการเข้าศึกษา การหางาน การหาบ้านเช่า และการหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิต ตลอดจนผู้ที่เคยป่วยแต่หายแล้วอีกด้วย (เบญจพร ปัญญายง และ ชูศรี เกิดพงษ์บุญโชติ, 2558) เพราะฉะนั้นการลดตราบาปจึงเป็นเรื่องจำเป็นและควรค่าที่จะตระหนักเป็นอย่างมาก เนื่องจากตราบาปถือเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการเข้าถึงการบริการและการฟื้นตัวของผู้ป่วยที่จะส่งผลให้เกิดการรักษาล่าช้าและทวีความรุนแรงของโรคให้ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น
หากตราบาปเกิดจากความไม่รู้หรือความเข้าใจผิด การหาความรู้ที่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะช่วยลดการตีตรากับผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางจิตได้ และถ้ายิ่งมีโอกาสได้พบปะกับผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยทางจิตแบบซึ่งหน้าร่วมด้วยจะยิ่งช่วยลดการตีตราทั้งในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ในส่วนของผู้ที่มีตราบาปภายในใจ การตระหนักและปรับตัวต่อตราบาปด้วยวิธีการสร้างคุณค่าและเสริมสร้างพลังอำนาจในตนเอง (Empowerment) อย่างการรับรู้ถึงอำนาจ ความสามารถ คุณค่าของตนเองและการมีประโยชน์ต่อสังคมจะช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อการรับรู้ตราบาปภายในใจได้ อีกทั้งยังช่วยลดการรับรู้ตราบาปในใจและทำให้สามารถฟื้นฟูตนเองได้ดีมากขึ้นอีกด้วย (เบญจพร ปัญญายง และ ชูศรี เกิดพงษ์บุญโชติ, 2558)
โดยสรุป สินค้าจำเป็นต้องมีเครื่องหมายการค้าเพื่อระบุว่าสินค้าชิ้นนี้มาจากแบรนด์อะไร เพราะหากลบเครื่องหมายการค้าออกคงจะแยกได้ยากว่าสินค้าชิ้นนี้แตกต่างจากสินค้าอีกชิ้นอย่างไร แต่มิใช่กับมนุษย์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีเครื่องหมาย “ตราบาป” ประทับไว้ เพราะมนุษย์นั้นมีความแตกต่างเป็นปัจเจกอยู่แล้ว อีกทั้งความเจ็บป่วยทางใจยังเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และสามารถรักษาได้เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยทางกาย ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ที่เข้ามาอ่านบทความนี้คงมีความสนใจและเห็นความสำคัญของสุขภาพจิตอยู่ไม่มากก็น้อย หากคุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์อยู่บ้าง อาจลองส่งต่อมันให้คนรอบข้างหรือใครสักคนที่คุณห่วงใย และปรารถนาว่าตราบาปแห่งความเจ็บป่วยทางจิตใจจะทุเลาลงจนหมดสิ้น
อ้างอิง
บุณยาพร กิตติสุนทโรภาศ และ นิธิดา แสงสิงแก้ว. (2562). ภาพตัวแทนของตัวละครที่มีภาวะจิตเภทในภาพยนตร์ไทย. วารสารนิเทศศาสตร์, 37(3), 67-79.
เบญจพร ปัญญายง และ ชูศรี เกิดพงษ์บุญโชติ. (2558). การลดตราบาปของการมีภาวะเจ็บป่วยทางจิต. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 23(1), 49-59.
อมรรัตน์ ศรีภา. (2562). การรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติของผู้ป่วยจิตเภท. ใน รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 65 (หน้า 116-129). คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
Borenstein, J. (2020, August). Stigma, prejudice and discrimination against people with mental iIlness. American Psychiatric Association. https://www.psychiatry.org/patients-families/stigma-and-discrimination
Davidson, M. (2002). What else can we do to combat stigma?. World Psychiatry, 1(1), 22–23.
López-Ibor, J. J. (2002). The power of stigma. World Psychiatry, 1(1), 23–24.
ผู้เขียน

ปิยะรัตน์ สุวรรณนุพงศ์
นักศึกษาสาขาวิชาจิตวิทยา
นักศึกษาเอกจิตวิทยาที่ชีวิตอยากฟังเพลงมากกว่าอ่านเปเปอร์ ความตื่นเต้นในแต่ละวัน คือ การเฝ้าลุ้นเฉดสียามอาทิตย์อัสดง
ออกแบบกราฟิก

วสิษฐ์พล ตั้งสถาพรพันธ์
นักศึกษาสาขาวิชาจิตวิทยา
ผู้ชื่นชอบในการเล่นเกม และหมดเงินไปกับเกมหลายบาทแล้ว หากท่านใดต้องการสนับสนุน สามารถร่วมบริจาคได้ที่เลขบัญชี xxx-x-xxxxx-x